[Cubic School] บันทึกค่ายดอยแตะเมฆ- Part 1
posted on 29 Jun 2008 14:36 by vallaku in CubicSchool
บันทึกค่ายดอยเตะแตะเมฆ- Part 1
โครงการโรงเรียนลูกบาศก์ จากกิจกรรมค่ายดอยแตะเมฆของไทย
(เหตุการณ์ในเอนทรี่นี้ล้วนเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น)
[KiKiE No.1 PoV]
2 พ.ค. 2551 บนรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
เสียงฉึกฉักของรถไฟแจ่มชัดในยามราตรี ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผืนฟ้าสีดำราวกำมะหยี่พร่างพราวไปด้วยประกายของดาวนับล้านดวง จะว่าไป...มันก็เป็นเรื่องน่าแปลก ภาพทิวทัศน์ที่ผมกำลังสัมผัสอยู่นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากเมืองใหญ่ หลายคนร้องเรียกมันกลับคืนมาด้วยความสัตย์จริง แต่ในขณะเดียวกัน คนบางจำพวกปากบอกว่ารักธรรมชาติ แต่มือกลับผลักไสมันออกไปด้วยน้ำมือของตัวเอง
ทำนองดนตรีและเสียงเฮฮาจากโบกี้หน้าเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้ ผมดึงผ้าห่มซึ่งร่นไปอยู่หน้าตักให้ขึ้นมาเสมออกอีกครั้ง ลมยามดึกทำให้ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ทว่าบริสุทธิ์ไร้สิ่งใดเจือปน
ผมมองความว่างเปล่าในโบกี้นี้ ไม่มีใครอื่นอีกนอกจากตัวผมและคนอื่นอีกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง หากผมเข้าใจไม่ผิด พวกเขาคงเหมือนกับผม แอบตามมาทีหลังโดยไม่ได้บอกกลุ่มข้างหน้า คงจะเป็นตอนตอนเช้าหรือตอนถึงค่ายกระมังกลุ่มนั้นจึงจะรู้
จู่ ๆ เสียงในหัวก็ดังขึ้น ...นอนได้แล้ว น้ำเสียงดุแต่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ผมหัวเราะน้อย ๆ “สั่งรึไง” แต่กลับหลับตาลงตามคำ เพียงไม่นาน นิทราก็เข้ามาจูงมือผมไปอย่างนิ่มนวล
3 พ.ค. 2551 สถานีรถไฟเชียงใหม่
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำมือของเพื่อนอีกสองคนชื่อ ‘ต้นไม้’ กับ ‘โคลเวอร์’ ต้นไม้คือเด็กผู้ชายอายุสิบสามเรียนอยู่ห้องเดียวกันกับผม ซึ่งก็คือม.4/1 ฮ่ะๆ ผมอายุสิบหก ได้ยินตอนแรกก็ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ท่าทางเขาดูเก่งจริง ๆ ที่น่าสนใจคือลูกรูบิคสีสดหน้าตัดห้าเหลี่ยมในมือของเขาซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เขากลับเล่นได้เชี่ยวชาญมาก บางทีเขาอาจจะเป็นน้องเล็กที่สุดภายในห้อง
ส่วนโคลเวอร์ เธอก็คุยกันกับต้นไม้ดี แต่กับผมดูกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ค่อยอยากจะพูดด้วยเท่าไหร่ เวลามีอะไรก็มักจะให้ต้นไม้พูดแทนทุกทีไป นี่เธอไม่ชอบผมเพราะผมไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าผมน่ากลัวเกินไป เอ...ไม่น่าจะขนาดนั้นนะ แต่ไม่นานเราก็คุยกันได้ตามปรกติ พวกเราขนสัมภาระลงจากรถไฟ แล้วรีบตามพวกเพื่อน ๆ ที่เหลือไป แน่นอนว่าพวกเขาไม่รอเพราะไม่รู้ว่าพวกเราจะแอบตามมาด้วยนี่นา
ซึ่งภายหลังที่นั่งของสองคนนี้ในห้องเรียนอยู่ข้างหลังผมนี่เอง
เราตามไปอย่างทุลักทุเล ที่สถานีรถไฟคนค่อนข้างเยอะ เสียงจ้อกแจ้กจอแจเกือบทั้งหมดล้วนเป็นภาษาเหนือซึ่งผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะเหนื่อยกับการเล่นวิ่งไล่จับผสมกับซ่อนหาเราจึงเร่งไปบอกพวกเขาให้รอเราบ้าง พวกเขาดูจะตกใจ ผมได้ยินคนในกลุ่มถามกันเองว่า “ใคร” “มาจากไหน” “รู้จักกันด้วยหรือ” ทำให้เราสามคนยืนนิ่งหน้าซีดไปตาม ๆ กัน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับการที่รู้สึกว่าเรามาเสียเที่ยวแล้วคงเข้าโจมตีเรามากกว่านี้หากคน ๆ นี้ไม่พูดขึ้นเสียก่อน
“พวกนายเป็นเด็กใหม่ของโรงเรียนลูกบาศก์ใช่มั้ย”
เหมือนพ่อพระมาโปรด ประโยคที่ได้ยินนั้นทำให้พวกเรารู้สึกใจชื้นและทุกคนดูเป็นกันเองมากขึ้น เมื่อเราตอบรับว่าใช่ ...เขาบอกว่าเขาชื่อธีร์ี จะเรียกว่าไทยก็ได้นะ เป็นหัวหน้าค่าย ดูเขาไม่โกรธเลยที่พวกเราแอบตามมาซ้ำยังยินดีให้พวกเราเข้าร่วม ไป ๆ มา ๆ ดูเขาสนุกสนานยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เราสามคนต่างแนะนำตัวกันตรงนั้น เริ่มจากต้นไม้ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาสาวด้วยความเอ็นดูน้องเล็กกันหลายคน ตามด้วยโคลเวอร์ซึ่งพอเธอแนะนำตัวเองบ้างผมก็สังเกตเห็นสายตาวาว ๆ จากคนที่ถือไม้กลองในมือ หืม...อย่าบอกนะว่า...~
หลายคนทำหน้าปุเลี่ยน ๆ ในขณะที่อีกหลายคนต่างพากันกลั้นขำเมื่อได้ยินชื่อเล่นของผม 'กีกี้' กิริยาอาการแบบนั้นทำเอาผมหน้าร้อนฉ่าด้วยความอาย บอกให้พวกเขาเรียกผมว่ากี้ก็พอ ฮ่ะ ๆ แต่ดูเหมือนบางคนจะติดใจกับคำว่ากีกี้เข้าซะแล้ว เรียกไปขำไป แม้แต่ไทยหัวหน้าค่ายผู้แสนดีก็ยังเป็นไปกับเขาด้วย ?
ถึงกระนั้นทุกคนก็ทำให้ผมอุ่นใจ เริ่มรู้สึกถึงมิตรภาพบาง ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้น ผมตามพวกเขาขึ้นรถสองแถวสีแดงไป เราแวะกินข้าวต้มรสอร่อยก่อนขึ้นดอยแตะเมฆ ด้วยความเหนื่อยล้าที่เดินทางมาตลอดคืนบวกกับพอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน จึงทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ...
[KiKiE No.2 PoV]
ทุกคนหลับกันไปหมดแล้ว เว้นแต่หัวหน้าค่ายที่ยังคอยนั่งดูทางสองฝั่งระหว่างไปดอย นิมมานลืมตาขึ้นหลังหลับลงได้เพียงชั่วครู่ มีอะไรบางอย่างทำให้เขาดูแตกต่างไปจากที่เคย คงเป็นดวงตาสีน้ำตาลฉายแววประกายกร้าวผิดกับคราวอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้า เขาเอนหลังพิงพนัก ไม่สนใจสนทนากับไทยซึ่งหันมามองเขา...อย่างประหลาดใจ เด็กหนุ่มเลือกที่จะเงี่ยหูฟังเสียงผู้ดำเนินรายการวิทยุที่ลอยมาแผ่ว ๆ จากด้านหน้าของคนขับมากกว่า
'... เป็นไงกันบ้าง ช่วงนี้เชียงใหม่บ้านเราก็ค่อนข้างเย็น จะไปไหนมาไหนก็อย่าลืมใส่เสื้อกันหนาวกันโดยเฉพาะถ้าใครตั้งใจขึ้นเขาขึ้นดอยนะครับ เกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนนะ
‘ส่วนตอนนี้เรามาฟังเพลงนี้กันดีกว่า... บรรดาคนแก่ เอ้ย ขอโทษครับ คนที่มีอายุมากแล้วคงรู้จักกันดี ก็ค่อนข้างเก่าแล้วล่ะ - เพลงพี่สาวครับ ของ จรัล มโนเพ็ชรครับ’
เสียง เครื่องดีดเบาสบายเปิดขึ้นอย่างนิ่มนวล ตามด้วยเนื้อร้องเป็นภาษาเหนือ ทั้งเพลงมีเพียงเครื่องดนตรีตัวเดียวคือกีต้าร์โฟล์ค ใจความคือเรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีต่อเด็กสาวรุ่นพี่
...มันทำให้เขาอดคิดถึงใครบางคนไม่ได้
ปี้สาวครับ สวัสดีครับปี้ครับ
จำน้องจายคนนี้ได้ก่อ
จำได้บ่ได้ก็บอกมา ลา ลา
ปี้สาวครับ ตอนนี้ผมเป๋น หนุ่ม แล้ว ครับ
มีแม่หญิงมาไล่จับ
จะยับเอาผมไปเป๋นแฟน ลา ลา
*เจอกันเมื่อสองสามปีก่อน ผมยังละอ่อนและซนแก่น
ฮักเป๋นปี้สาว บ่ได้เมาเอาเป๋นแฟน
ปี้ก็ฮักผมเป็นน้องจาย
**ปี้สาวครับ ตอนนี้ผมฮักปี้ แล้วครับ
จะฮักปี้บ่มีหน่าย
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ
(*)(**)
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ
เพลงจบแล้ว... เด็กหนุ่มเหม่อออกไป ต้นไม้สีเขียวสดใสทอดตามแนวยาวสองฝั่งชวนสงบ ...แต่เขากลับรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่ไม่ควรเป็น ความรู้สึกอึดอัดกระวนวายด้วยความคิดถึงก้าวเข้ามาทักทายอย่างยินดีที่ได้พบเพื่อนร่วมทาง เขาพยามสลัดทิ้งไป ...หากไม่สำเร็จ ฝ่ามืออันเหนียวแน่นราวฉาบด้วยกาวของมันยังคงประทับอยู่ในอก ค่อย ๆ บีบเค้นอย่างช้า ๆ...
นิมมานผ่อนลมหายใจออก ...ดวงตาคล้ายอ่อนแสงลงแล้วปรากฏแวววูบไหวเข้าแทนที่
พี่เจ... ตอนนี้ผมโตแล้วนะ คิดถึงพี่จัง ตอนนี้พี่จะสบายดีหรือเปล่า...
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-
TBC. บันทึกค่ายดอยเตะแตะเมฆ- Part 2
ปล.เปิดตัวกิ๊กนายกี้ ! (2)
ปล2.เจเป็นผู้หญิง ฮ่ะๆ ~
ปล3.อาจน่าเบื่อไปสักนิด แต่ก็ทนอ่านเอาก็แล้วกันเนอะ ^ ^
ปล4.แก้ชื่อจริงไทยแล้วค่ะ ^ ^







