บันทึกค่ายดอยเตะแตะเมฆ- Part 1

 

โครงการโรงเรียนลูกบาศกจากกิจกรรมค่ายดอยแตะเมฆของไทย

(เหตุการณ์ในเอนทรี่นี้ล้วนเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น)

 

 

 

 

[KiKiE No.1 PoV]

 

2 พ.ค. 2551 บนรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่

 

เสียงฉึกฉักของรถไฟแจ่มชัดในยามราตรี ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผืนฟ้าสีดำราวกำมะหยี่พร่างพราวไปด้วยประกายของดาวนับล้านดวง จะว่าไป...มันก็เป็นเรื่องน่าแปลก ภาพทิวทัศน์ที่ผมกำลังสัมผัสอยู่นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากเมืองใหญ่ หลายคนร้องเรียกมันกลับคืนมาด้วยความสัตย์จริง แต่ในขณะเดียวกัน คนบางจำพวกปากบอกว่ารักธรรมชาติ แต่มือกลับผลักไสมันออกไปด้วยน้ำมือของตัวเอง

ทำนองดนตรีและเสียงเฮฮาจากโบกี้หน้าเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้ ผมดึงผ้าห่มซึ่งร่นไปอยู่หน้าตักให้ขึ้นมาเสมออกอีกครั้ง ลมยามดึกทำให้ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ทว่าบริสุทธิ์ไร้สิ่งใดเจือปน

ผมมองความว่างเปล่าในโบกี้นี้ ไม่มีใครอื่นอีกนอกจากตัวผมและคนอื่นอีกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง หากผมเข้าใจไม่ผิด พวกเขาคงเหมือนกับผม แอบตามมาทีหลังโดยไม่ได้บอกกลุ่มข้างหน้า คงจะเป็นตอนตอนเช้าหรือตอนถึงค่ายกระมังกลุ่มนั้นจึงจะรู้

จู่ ๆ เสียงในหัวก็ดังขึ้น ...นอนได้แล้ว น้ำเสียงดุแต่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ผมหัวเราะน้อย ๆ “สั่งรึไง” แต่กลับหลับตาลงตามคำ เพียงไม่นาน นิทราก็เข้ามาจูงมือผมไปอย่างนิ่มนวล


3 พ.ค. 2551 สถานีรถไฟเชียงใหม่



ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำมือของเพื่อนอีกสองคนชื่อ ‘ต้นไม้’ กับ ‘โคลเวอร์’ ต้นไม้คือเด็กผู้ชายอายุสิบสามเรียนอยู่ห้องเดียวกันกับผม ซึ่งก็คือม.4/1 ฮ่ะๆ ผมอายุสิบหก ได้ยินตอนแรกก็ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ท่าทางเขาดูเก่งจริง ๆ ที่น่าสนใจคือลูกรูบิคสีสดหน้าตัดห้าเหลี่ยมในมือของเขาซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เขากลับเล่นได้เชี่ยวชาญมาก บางทีเขาอาจจะเป็นน้องเล็กที่สุดภายในห้อง

ส่วนโคลเวอร์ เธอก็คุยกันกับต้นไม้ดี แต่กับผมดูกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ค่อยอยากจะพูดด้วยเท่าไหร่ เวลามีอะไรก็มักจะให้ต้นไม้พูดแทนทุกทีไป นี่เธอไม่ชอบผมเพราะผมไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าผมน่ากลัวเกินไป เอ...ไม่น่าจะขนาดนั้นนะ แต่ไม่นานเราก็คุยกันได้ตามปรกติ พวกเราขนสัมภาระลงจากรถไฟ แล้วรีบตามพวกเพื่อน ๆ ที่เหลือไป แน่นอนว่าพวกเขาไม่รอเพราะไม่รู้ว่าพวกเราจะแอบตามมาด้วยนี่นา

 

ซึ่งภายหลังที่นั่งของสองคนนี้ในห้องเรียนอยู่ข้างหลังผมนี่เอง

 

เราตามไปอย่างทุลักทุเล ที่สถานีรถไฟคนค่อนข้างเยอะ เสียงจ้อกแจ้กจอแจเกือบทั้งหมดล้วนเป็นภาษาเหนือซึ่งผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะเหนื่อยกับการเล่นวิ่งไล่จับผสมกับซ่อนหาเราจึงเร่งไปบอกพวกเขาให้รอเราบ้าง พวกเขาดูจะตกใจ ผมได้ยินคนในกลุ่มถามกันเองว่า “ใคร” “มาจากไหน” “รู้จักกันด้วยหรือ” ทำให้เราสามคนยืนนิ่งหน้าซีดไปตาม ๆ กัน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับการที่รู้สึกว่าเรามาเสียเที่ยวแล้วคงเข้าโจมตีเรามากกว่านี้หากคน ๆ นี้ไม่พูดขึ้นเสียก่อน


“พวกนายเป็นเด็กใหม่ของโรงเรียนลูกบาศก์ใช่มั้ย”

 

เหมือนพ่อพระมาโปรด ประโยคที่ได้ยินนั้นทำให้พวกเรารู้สึกใจชื้นและทุกคนดูเป็นกันเองมากขึ้น เมื่อเราตอบรับว่าใช่ ...เขาบอกว่าเขาชื่อธีร์ี จะเรียกว่าไทยก็ได้นะ เป็นหัวหน้าค่าย ดูเขาไม่โกรธเลยที่พวกเราแอบตามมาซ้ำยังยินดีให้พวกเราเข้าร่วม ไป ๆ มา ๆ ดูเขาสนุกสนานยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เราสามคนต่างแนะนำตัวกันตรงนั้น เริ่มจากต้นไม้ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาสาวด้วยความเอ็นดูน้องเล็กกันหลายคน ตามด้วยโคลเวอร์ซึ่งพอเธอแนะนำตัวเองบ้างผมก็สังเกตเห็นสายตาวาว ๆ จากคนที่ถือไม้กลองในมือ หืม...อย่าบอกนะว่า...~

หลายคนทำหน้าปุเลี่ยน ๆ ในขณะที่อีกหลายคนต่างพากันกลั้นขำเมื่อได้ยินชื่อเล่นของผม 'กีกี้' กิริยาอาการแบบนั้นทำเอาผมหน้าร้อนฉ่าด้วยความอาย บอกให้พวกเขาเรียกผมว่ากี้ก็พอ ฮ่ะ ๆ แต่ดูเหมือนบางคนจะติดใจกับคำว่ากีกี้เข้าซะแล้ว เรียกไปขำไป แม้แต่ไทยหัวหน้าค่ายผู้แสนดีก็ยังเป็นไปกับเขาด้วย ?

 

ถึงกระนั้นทุกคนก็ทำให้ผมอุ่นใจ เริ่มรู้สึกถึงมิตรภาพบาง ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้น ผมตามพวกเขาขึ้นรถสองแถวสีแดงไป เราแวะกินข้าวต้มรสอร่อยก่อนขึ้นดอยแตะเมฆ ด้วยความเหนื่อยล้าที่เดินทางมาตลอดคืนบวกกับพอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน จึงทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ...

 

 

[KiKiE No.2 PoV]

 

ทุกคนหลับกันไปหมดแล้ว เว้นแต่หัวหน้าค่ายที่ยังคอยนั่งดูทางสองฝั่งระหว่างไปดอย นิมมานลืมตาขึ้นหลังหลับลงได้เพียงชั่วครู่ มีอะไรบางอย่างทำให้เขาดูแตกต่างไปจากที่เคย คงเป็นดวงตาสีน้ำตาลฉายแววประกายกร้าวผิดกับคราวอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้า เขาเอนหลังพิงพนัก ไม่สนใจสนทนากับไทยซึ่งหันมามองเขา...อย่างประหลาดใจ เด็กหนุ่มเลือกที่จะเงี่ยหูฟังเสียงผู้ดำเนินรายการวิทยุที่ลอยมาแผ่ว ๆ จากด้านหน้าของคนขับมากกว่า

'... เป็นไงกันบ้าง ช่วงนี้เชียงใหม่บ้านเราก็ค่อนข้างเย็น จะไปไหนมาไหนก็อย่าลืมใส่เสื้อกันหนาวกันโดยเฉพาะถ้าใครตั้งใจขึ้นเขาขึ้นดอยนะครับ เกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนนะ
‘ส่วนตอนนี้เรามาฟังเพลงนี้กันดีกว่า... บรรดาคนแก่ เอ้ย ขอโทษครับ คนที่มีอายุมากแล้วคงรู้จักกันดี ก็ค่อนข้างเก่าแล้วล่ะ - เพลงพี่สาวครับ ของ จรัล มโนเพ็ชรครับ’


เสียง เครื่องดีดเบาสบายเปิดขึ้นอย่างนิ่มนวล ตามด้วยเนื้อร้องเป็นภาษาเหนือ ทั้งเพลงมีเพียงเครื่องดนตรีตัวเดียวคือกีต้าร์โฟล์ค ใจความคือเรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีต่อเด็กสาวรุ่นพี่

...มันทำให้เขาอดคิดถึงใครบางคนไม่ได้

 



ปี้สาวครับ สวัสดีครับปี้ครับ
จำน้องจายคนนี้ได้ก่อ
จำได้บ่ได้ก็บอกมา ลา ลา

ปี้สาวครับ ตอนนี้ผมเป๋น หนุ่ม แล้ว ครับ
มีแม่หญิงมาไล่จับ
จะยับเอาผมไปเป๋นแฟน ลา ลา

*เจอกันเมื่อสองสามปีก่อน ผมยังละอ่อนและซนแก่น
ฮักเป๋นปี้สาว บ่ได้เมาเอาเป๋นแฟน
ปี้ก็ฮักผมเป็นน้องจาย

**ปี้สาวครับ ตอนนี้ผมฮักปี้ แล้วครับ
จะฮักปี้บ่มีหน่าย
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ

(*)(**)
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ
บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ

 

เพลงจบแล้ว... เด็กหนุ่มเหม่อออกไป ต้นไม้สีเขียวสดใสทอดตามแนวยาวสองฝั่งชวนสงบ ...แต่เขากลับรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่ไม่ควรเป็น ความรู้สึกอึดอัดกระวนวายด้วยความคิดถึงก้าวเข้ามาทักทายอย่างยินดีที่ได้พบเพื่อนร่วมทาง เขาพยามสลัดทิ้งไป ...หากไม่สำเร็จ ฝ่ามืออันเหนียวแน่นราวฉาบด้วยกาวของมันยังคงประทับอยู่ในอก ค่อย ๆ บีบเค้นอย่างช้า ๆ...

นิมมานผ่อนลมหายใจออก ...ดวงตาคล้ายอ่อนแสงลงแล้วปรากฏแวววูบไหวเข้าแทนที่

 



พี่เจ... ตอนนี้ผมโตแล้วนะ คิดถึงพี่จัง ตอนนี้พี่จะสบายดีหรือเปล่า...

 


-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-
TBC. บันทึกค่ายดอยเตะแตะเมฆ- Part 2


ปล.เปิดตัวกิ๊กนายกี้ ! (2)

ปล2.เจเป็นผู้หญิง ฮ่ะๆ ~

ปล3.อาจน่าเบื่อไปสักนิด แต่ก็ทนอ่านเอาก็แล้วกันเนอะ ^ ^

ปล4.แก้ชื่อจริงไทยแล้วค่ะ ^ ^

คิดถึง...

posted on 17 Jun 2008 20:32 by vallaku  in Diary

เมื่อวาน...ฉันไม่ได้เรียน และไม่มีใครในห้องที่ได้เรียนเหมือนกัน

เพราะฉันไปงานศพของเธอ... เธอ...เพื่อนคนหนึ่งที่ฉันรัก

 

ฉันกับเธอสนิทกันในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขั้นเพื่อนสนิท แต่ก็ไม่ใช่เพื่อนทั่ว ๆ ไป...

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ เธอนั่งมอเตอร์ไซค์ออกไปกับเพื่อนอีกคน เธอเป็นคนขับ เพื่อนอีกคนซ้อนท้าย ตอนนั้นดึกแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเธอสองคนออกมาทำอะไร เพื่อนอีกคนเล่าว่าในขณะก่อนเคลื่อนมอเตอร์ไซค์ดูสภาพโดยรอบดีแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม...ทันใดนั้นเอง รถกระบะคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาชนพวกเธอ

สี่แยกตรงนั้น เวลากลางคืนมันมืดนะ... เขาอาจจะไม่เห็นพวกเธอก็ได้

เพื่อนอีกคนไม่เป็นไร แค่ได้แผลที่คางกับเคล็ดขัดยอกเล็กน้อย นอนโรงพยาบาลวันเดียวก็ออกมาได้แล้ว แต่เธอกลับตรงข้าม...

อาการของเธอนั้นหนัก...หนักมาก...

 

ฉันไม่รู้เลยว่าเย็นวันนั้น จะเป็นวันที่ฉันได้เห็นเธอ ได้พูดคุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย...

 

 

ในวันเสาร์ ฉันไม่ได้ออกไปไหน ไม่อยากจะบอกหรอกนะว่าฉันขี้เกียจออกไปข้างนอก

ทุกคนต่างรู้...เธอไปแล้ว... ช่วงตอนสายของวัน แต่มีฉันเพียงคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่มีใครบอกฉัน แต่ช่วงประมาณสองทุ่มหรือสี่ทุ่มนี่แหละ ฉันจำไม่ได้ เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ลูกพี่ลูกน้องของฉันโทรมาถามฉัน ประโยคแรกที่เขาพูดคือ "พี่พิม เพื่อนพี่พิมตายหรือเปล่า"

ฉันไม่รู้ ฉันงง ฉันสับสน ฉันถามกลับไปว่าใคร เขาตอบกลับมา "ทศได้ข่าวว่าเพื่อนพี่พิมตาย ชื่อมัดหมี่"

ฉันหัวเราะตอบกลับไป ไม่มีนี่... ไม่คิดจริง ๆ ว่าจะเป็นเธอ

ถึงจะเป็นมัดหมี่ ก็คงไม่ใช่มัดหมี่เพื่อนของฉัน...

 

 

มาถึงเช้าวันจันทร์ เป็นวันที่ห้องของฉันเรียนกิจกรรมพละ ฉันใช่ชุดพละไป แต่เมื่อไปถึงโรงเรียน ฉันเห็นเพื่อนคนหนึ่งเข้าพอดี ทำไมเขาถึงใส่ชุดนักเรียน ? ฉันตรงดิ่งเข้าไปถาม ไม่ทันสังเกตว่าหน้าของเขาโรย ดวงตาทั้งคู่ก็ดูแดง ๆ เหมื่อนผ่านการร้องไห้มา

"พิมไม่รู้เหรอ...เรื่องมัดหมี่"

 ฉันอึ้ง คิดว่าเขาล้อเล่นหรือเปล่า ก็ทำไมกันล่ะ ในเมื่อวันศุกร์ฉันยังเล่น ยังคุยกับเธออยู่เลย

แต่ไม่...มันเป็นเรื่องจริง...

 

ฉันไปงานศพของเธอ เพื่อนทุกคนร้องไห้ให้เธอ ก่อนหน้านั้นตัวฉันเองไม่เคยเข้าใจ ทำไมเมื่อถึงคราวงานศพทุกคนต้องร้องไห้ด้วย มันมีอะไรหรือ เศร้าขนาดนั้นเชียวหรือ...

แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ฉันเห็นภาพเธอแล้วฉันก็ร้องไห้ ฉันไม่เคยร้องไห้ให้ใครมาก่อน ไม่รู้สินะ...ถ้าเธอยังอยู่ แล้วมีคนมาถามฉันว่าเธอเป็นยังไง ทำอะไรบ้าง ฉันคงตอบไม่ได้ นึกไม่ออกหรอกว่าเธอทำอะไร

 พอมาถึงตอนนี้ ทุกอย่างที่เธอเป็น ทุกอย่างที่เธอทำฉันนึกภาพเธอออกหมด มันแปลก...แปลกมาก...หากเป็นปรกติฉันคงปล่อยเลยไปไม่ได้สนใจ ใช้เวลาไม่นานก็ลืมหมดแล้ว...

 

ไม่เป็นไรหรอกนะ...ไม่ต้องห่วงหรอก... ฉันอยากให้เธอพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว...

 

วันนี้ไปโรงเรียน วันห้องเงียบไปถนัดใจเมื่อเธอไม่อยู่ ไม่มีใครกล้าแย่งที่นั่งเธอเลยรู้ไหม พวกเราคงไม่ได้กลัวเธอหรอกนะ แต่เป็นเพราะเราเห็นว่าเธอยังมีตัวตนอยู่กับเราเสมอต่างหาก...

 

ต่อจากนี้คงไม่มีใครมานั่งข้างหลังฉันในชั่วโมงภาษาไทย อังกฤษ และสังคม ไม่มีคนมานั่งข้าง ๆ ฉันในวิชาเกษตร ไม่มีมีคนมานั่งตรงข้ามมองหน้ากันกับฉันในชั่วโมงชีวะอีกต่อไปแล้ว...

 

ฉันคิดถึงเธอ...หลับให้สบายนะมัดหมี่

การบ้านสอง : แรกพบสบตา ~



การบ้านนี้เป็นสองมุมมอง เพื่อให้ได้ใจความครบถ้วน กด Ctrl+A ก็ดีนะค้า ~

.

..

...

.....
หลังจากเลือกที่นั่งและแนะนำตัวไปเรียบร้อย ผมก็กลับมาที่ของตัวเอง รู้สึกหวั่นใจเล็ก ๆ เสียงที่ควรจะมีกลับเงียบไปตั้งแต่เมื่อกี้ ...นายวางแผนอะไรอยู่หรือเปล่า ? คงไม่ได้เขม่นใครเข้าแล้วหรอกใช่มั้ย ? ผมลองถามกลับไป ไม่มีคำพูดตอบกลับมา เว้นแต่เสียงหัวเราะสั้น ๆ เท่านั้น

ผมชักไม่ค่อยมั่นใจตัวเองซะแล้วสิ แต่ความรู้สึกมันบอกว่าใช่แฮะ





001 สืบสาน กาลวารินทร์ (สาน)

ช่วงพักกลางวันผมหนีอากาศร้อนไปห้องสมุด ห้องสมุดเปิดแอร์เย็นฉ่ำเปรียบเหมือนสวรรค์สำหรับผมทีเดียวเชียว ผมจำใจทิ้งเพื่อนหกขาไว้ข้างนอกเนื่องจากสายตาอันทิ่มแทงหัวใจจากคุณครูบรรณรักษ์ ผมเดินไปทางหมวดนิยาย หยิบติดมือมาเล่มหนึ่ง ในขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะนั่งไหนผมก็เหลือบไปเห็นเขาเข้าพอดิบพอดี ...เขาชื่อสานใช่มั้ย ? ผมเห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง มีหนังสืออะไรต่อมีอะไรกองพะเนินเทินทึก ผมถือวิสาสะเข้าไปนั่งกับเขา ดูท่าทางเขาจะไม่ใช่คนช่างพูดแฮะ เราคุยอะไรกันสองสามคำก่อนที่ต่างฝ่ายต่างก้มหน้าอ่านหนังสือในมือของตัวเอง แล้วผมก็เผลอหลับไป...


ฉันปิดหนังสือในมือลง ทนอ่านนิยายน้ำเน่าต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ เลยลุกขึ้นไปหยิบเรื่อง’The silence of the Lamb-เหี้ยมไม่เงียบ’ ของโทมัส แฮร์ริส มาแทน ดร.ฮันนิบาล เล็คเตอร์ พระเอก(?)นิยายในดวงใจฉันเลยนะเนี่ย

...ทำไมไอ้คนตรงข้ามมันเงียบจังวะ พูดเป็นมั้ยเนี่ย ฉันรู้สึกเซ็งหน่อย ๆ ไม่รู้จะว่ายังไงเลยตั้งคำถามมั่ว ๆ ที่ได้จากนิยายเปิดประเด็นไป

“นายว่าเนื้อคนอร่อยมั้ย”

“....!”

“แล้วเนื้อนายจะอร่อยรึเปล่า”

“ม...ไม่รู้สิ”

ถามคำตอบคำ “เออ ช่างมันเหอะ” ฉันนั่งท้าวแขนมองหน้ามันเล่น

ตื่นขึ้นมาอีกที อุณหภูมิในห้องสมุดลดต่ำลงจนหนาวเยือก แต่ทำไมสานถึงได้เหงื่อแตกพลั่กขนาดนั้นเล่า แถมยังดูเกร็ง ๆ อีก นายเป็นคนขี้ร้อนรึเนี่ยสาน ?

...



002 นิกาน เศวตนภา (นิค)

ผมเห็นนิคเล่นวิ่งไล่จับกับใครซักคนบนตึก หืม...นี่เค้าบอกห้ามวิ่งบนอาคารเรียนไม่ใช่เหรอ แล้ววิ่งอย่างนั้นระวังตกบันไดนะ ผมไม่เคยมีน้อง โดยเฉพาะน้องสาว ตัวเล็ก ๆ อย่างนั้นเห็นแล้วกระตุ้นสัญชาตญาณพี่ชายที่แสนดีจริง ๆ แฮะ ชวนให้ปกป้องซะเหลือเกิน


ยัยเปี๊ยกนิกาน... ด้วยตัวเตี้ย ๆ กับหน้าตาบ้องแบ๊วนั่นคงกระชากใจไอ้หนุ่มหื่นโลลิค่อนหลายคน แต่ไม่ใช่ฉันหรอก ฉันไม่ใช่พวกชอบพรากผู้เยาว์ แต่ขอเป็นคนถูกพรากจะดีกว่านะ หึ ๆ ไม่ต้องอึ๋มก็ได้ ขอแค่เป็นพี่สาวใส่แว่นฉันก็พอใจแล้ว ฮ่าๆๆ

จะไปไหนมาไหนก็อย่าไปคนเดียวล่ะยัยเปี๊ยก ข้างนอกมันน่ากลัว อย่าลืมหาคนที่ไว้ใจได้ไปด้วยล่ะ


...



003 แพรวนภา ดารารัศมีโชติ (พราว)

เธอเอาแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าโปร่งสีสวยสดให้ความรู้สึกสบายใจ แต่ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า

เกราะบาง ๆ ที่เธอสร้างไว้ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปยุ่งด้วยนัก รวมทั้งผมด้วย

ถ้าจะให้ผมเปรียบ...เธอก็เหมือนหนอนที่พ่นใยคลุมตัวเองเป็นดักแด้

แต่ซักวันหนึ่ง ผมเชื่อว่าเมื่อเธอก้าวผ่านเกราะนั้นได้แล้ว เธอต้องกลายเป็นผีเสื้อที่สวยงามแน่ ๆ ครับ

เปรียบซะ... ผู้หญิงที่ไหนจะอยากเป็นหนอนกันวะ ยังไงซะถ้าไม่มีเรื่องอะไรฉันก็ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับแม่นี่เหมือนกัน

...

วันนี้กี้มาส่งการบ้านที่หกครับ

พอดีว่าผอ.ให้นักเรียนทำการบ้านว่าด้วยการแต่งกายของนักเรียนเอง อืม...ฟังดูแปลก ๆ นะว่ามั้ย ?

แต่ก็ดีฮะ เป็นการบ้านใหม่ ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจดี ผมล่ะเบื่อพวกการบ้านวิชาการจะตายอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชาคณิต อูย...อย่างกับตกนรกแน่ะ



เพราะมีใครบางคนคอยคะยั้นคะยอให้ผมใส่เสื้อแขนกุดบ้าง เสื้อกล้ามบ้าง ในตู้เสื้อผ้าของผมเลยมีแต่เสื้อแขนยาวซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเสื้อแขนสั้นถ้าไม่นับเสื้อนักเรียนก็มีแค่ไม่กี่ตัวเอง ...ห้ะ อะไรนะ ? อยากได้ก็ไปซื้อเองสิเว้ยเฮ้ย แต่ผ่านฉันไปให้ได้ก่อนแล้วกัน

...นายอย่าโยนหนังสือฉันทิ้งนะ !

...เอาน่า ๆ อากาศเมืองไทยร้อนจะตาย ใส่เสื้อแขนยาวจะได้ป้องกันมะเร็งผิวหนังแถมตัวก็ไม่ดำไง



ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่มีเรื่องวุ่นวายกับตัวเองนิดหน่อย สงสัยหลังการบ้านเสร็จต้องไปซื้อเสื้อแล้วล่ะมั้ง แต่ตอนนี้เราดูมาลักษณะสีผิว-ตา-เส้นผม ของกี้กันก่อนดีกว่า

 



1.แถบสีหลัก (S/E/H)


เพื่อน ๆ คงเคยเห็นหน้าผมแล้วจากรูปถ่ายนักเรียน แต่บังเอิญมันเป็นภาพขาวดำ ก็เลยไม่ได้เห็นตัวผมจริง ๆ ว่าเป็นยังไง ผิวของผมสีขาวเหลือง ก็ธรรมดาเหมือนคนไทยทั่วไปนั่นแหละครับ ออกด่าง ๆ ดวง ๆ นิดนึงตามประสาคนมีรอยฟกช้ำดำเขียว ตาก็สีน้ำตาลเข้ม เข้มเหมือนดินน่ะครับ ...คนชอบบอกผมว่าผมตาเหมือนพ่อนะ ส่วนเส้นผมก็สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ พออยู่กลางแดดนี่จะเห็นชัดเจนเลย

 


2.กลุ่มสีประจำตัว

 


 


3.เหตุผลหรือที่มาที่ไปในการชอบสีโทนที่เลือก


ผมเป็นพวกชอบใส่เสื้อสีอ่อนหรือสีสด ๆ ตัดกับสีเข้ม สามสีแรกก็เลือกมาจากชุดที่ผมชอบใส่ที่สุดแหละครับ หากพูดถึงสีที่ผมชอบจริง ๆ แล้วคงเป็นแดง-ส้ม-เขียวล่ะนะ แล้วค่อยเอาสีดำหรือสีขาวมาตัดทีหลัง แถบที่สองก็เป็นชุดที่ผมใส่อยู่บ้านกับสีเทาหลังสองสีใช้ใส่กับพวกชุดเป็นทางการ

 



4.เสื้อผ้าที่ใส่


ชุดแรกก่อนเลย ทุกคนคงเห็นผมบ่อยที่สุดในชุดนี้ มันคือ...ชุดนักเรียน !



นี่ผมเอง -///-
(เซ็นเซอร์หน้านายแบบหน่อยค่ะ จิ๊กมาจากเว็บ เตี้ยไปนิดเพราะนายแบบอยู่ม.ต้นค่ะ)
แหะ ๆ ก็เป็นชุดนักเรียนแบบนี้ล่ะ เสื้อนักเรียนสีขาว เข็มขัดหนังสีน้ำตาล ถุงเท้า-รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาล แล้วก็กางเกงขาสั้นสีกากี ข้างในก็เป็นเสื้อกล้ามสีขาวอย่างที่บอกไป

 



ชุดที่สอง ชุดไปเที่ยว


2.1 ผมใส่บ่อย ๆ อยู่สองชุดครับ ชุดนี้ใส่เวลาออกไปไหนไม่ไกล แถว ๆ บ้าน ที่โรงเรียนหรือที่ห้าง ชุดนี้เป็นชุดตัวโปรดผมเลยล่ะ



เป็นเสื้อแขนยาวมีฮู้ด แขนสีดำตัวสีแดง ตรงกลางมีรูปหมีดำหน้าตาน่ารักอยู่ตรงกลาง (...ผมไม่ได้หมายถึงภูมินะ >///<)กางเกงสีขาวแกมน้ำตาล ร้องเท้าผ้าใบสีขาวสลับแดง รายละเอียดก็เหมือนอย่างที่เห็น



2.2 ชุดใส่เวลาออกไปไหนไกล ๆ ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกาย



ยังคงรักษาคอนเซปต์เดิมคือเสื้อมีฮู้ดครับ แต่ใส่เป็นสองชั้นข้างในเป็นเสื้อยืดแขนยาวสีแดงแล้วสวมทับด้วยเสื้อฮู้ดสีขาวไม่มีแขน กางเกงขาสั้นลายทหาร รองเท้าผ้าใบสีส้ม ๆ แดง ๆ ขาวๆ คนละคู่กับข้างบนนะ

 



ชุดที่สาม ชุดอยู่บ้าน



เสื้อยืดเหี่ยว ๆ กับเกงเกงขาสั้นเหี่ยว ๆ แล้วก็รองเท้าแตะสีดำคาดแถบฟ้า เหี่ยวสุด ๆ จนแม่บอกให้เอาไปทำผ้าขี้ริ้วได้แล้ว แต่ใครจะไปยอม ก็ผมรักของผมนี่ - -*

 



ชุดที่สี่ ชุดนอน



เสื้อแขนยาวสีเขียวอ่อนอุ่น ๆ ลายสีส้มตรงกลาง กางเกงขายาวสีขาวคาดแถบเขียวครับ ชุดนี้มีแต่สีที่ผมชอบนะเนี่ย

 



ชุดที่ห้า ชุดชั้นใน



เสื้อกล้ามสีขาวกับบ๊อกเซอร์สีน้ำเงิน ปรกติก็ใส่เป็นชุดชั้นในนะแต่บางทีวันไหนร้อน ๆ ไฟดับผมก็ใส่ชุดนี้นอนได้เหมือนกัน
(แล้วทำไมผมต้องมาโชว์ให้คนอื่นดูด้วยเนี่ย *หน้าแดงแจ๋*)

 



ชุดที่หก ชุดใส่ไปงานเลี้ยงหรือเป็นทางการ



เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว เนกไทลายตารางสีเทาละเอียด กางเกงสแลคสีเทาเข้ม ถุงเท้าและรองเท้าคัทชูสีดำ ดูไปดูมาแล้วเหมือนแซลารี่แมนชะมัดยาด ถ้ามีสูทอีกหน่อยนะใช่เลย พอผมใส่ชุดนี้แม่บอกอยากเอาแว่นมาให้ผมใส่มาก บอกเหมือนพ่อเดี๊ยะ ๆ เลย แต่พ่อไม่หัวแหลม ๆ เป็นเม่นเหมือนผมหรอก…

 


ชุดที่เจ็ด ชุดทำงานพิเศษ



ผมทำงานเป็นพนักงานที่ร้านเช่าหนังแถวบ้านนะ ร้านบังคับให้ใส่เสื้อคอปกสีส้ม ส่วนปก-ชายแขน-และแถบผ่าตลอดกลางอกเป็นสีดำซึ่งเป็นเครื่องแบบของที่ร้านครับ ที่เหลือเราจะใส่อะไรก็ได้ ผมเลยใส่กางเกงยีนขายาวสีดำแกมน้ำเงิน มีกระเป๋าทางต้นขาหน้า รองเท้าผ้าใบสีส้ม-ดำ-ขาว มักฟังเอ็มพีสามไปด้วยเวลาทำงาน

 


ก็หมดเท่านี้แหละ สังเกตได้ว่าหลักผมจะใส่อยู่แค่ไม่กี่สี มากสุดคือดำ-ส้ม-ขาว แล้วก็แดง เอาเป็นว่ายังไงเราก็เจอกันการบ้านหน้าแล้วที่โรงเรียนแล้วกันนะ อ้อ..เรื่องยามโรงเรียนถึงผมจะไม่ได้ไปลงเสียงแต่ผมก็เชียร์ลุงยอดนะครับ ตอนนี้ลุงเค้าได้เป็นยามไปแล้วผมก็ดีใจกับลุงเค้าด้วยครับ ^ ^

 

ลาก่อนครับทุกคน

.

.

...เออน่า เดี๋ยวไปซื้อให้ !

[1TYM FICTION] ลับ -Intro

posted on 10 May 2008 06:08 by vallaku  in Fiction

[1TYM FICTION] ลับ –Intro

By: ValLaKU

 



นิ้วเรียวไล้ผิวกระจกขึ้นฝ้าอย่างแผ่วเบา เพ่งสายตาออกไปสู่ความพร่ามัวภายนอก

เสียงซู่ซ่ายืนยันความคิดแก่เขา

ฝนตกแล้ว...

ร่างสูงผละกายออกจากหน้าต่าง

 



สวนสาธารณะเงียบเหงา หยาดน้ำกระเซ็นเป็นฝอยยามฝ่าเท้ากระทบ ร่างใต้ร่มพลาสติกทรุดลงบนม้านั่งหิน หุบร่มเก็บ ไม่สนว่าตัวเองจะเปียกปอนเพียงไร

ดวงตาจับจ้องภาพเบื้องหน้า มินานนัก...สิ่งที่เขารอคอยพลันปรากฏ

 

 

ท่ามกลายสายฝนบาดเสียดผิว อิมเทบินและใครคนหนึ่งอยู่ตรงนั้น...

 

 

---------------------------------------------------------

TBC.

 

แฟนฟิควันไทม์รายวัน ไม่ใช่เรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายที่เขียน แค่เป็นเรื่องแรกที่ถูกถีบส่งลงบล็อกแห่งนี้ เพิ่งเขี่ยออกมาตามภาพในหัวที่มันดันแวบหนึ่่งช็อต ไม่รับประกันว่ามันจะจบนะ คึ ๆ ๆ

แต่ดันเจือกวางแพลนเป็นฟิคซีรี่ย์ไตรภาคไปซะแล้วนามว่า ลับ-ลวง-พราง (ชื่อคุ้น ๆ แมะ)

 

ฟิคบิ๊กแบงครองตลาดมามากแระ ถึงเวลาส่งรุ่นเก๋าออกมาแล้วพี่น้อง ~!!!

 

ภาคแรก 'ลับ' ยกให้เป็นของป๋าแดนนี่พ่อยอดยาหยี (เค้าก็มักเน่นะ TT[]TT)

ภาคสอง 'ลวง' ยกให้เป็นของเพ่จินฮวานพ่อยอดทูนหัว >///<

ภาคสาม 'พราง' ยกให้เป็นของป๋าเท็ดดี้พ่อยอดขมองอิ่ม >3<

 

(...กี่ตอนจบฟะ เอ่อ...ไม่รู้ฟร่ะ)

 

ห๊ะ...อะไรนะ เบกกี้เหรอ ใสเจีย-เสียใจ ไตรภาคนี้ไม่มีเบกกี้ คุณคือจุดอ่อน เชิญค่ะ ~! เปล่าหรอก แบบว่าฟิคเรื่องนี้มันไม่เข้ากะเบกกี้เน้ ตะเองเป็นตัวประกอบไปก่อนนะ จุด๊วบ ๆ~

 

 

ปล.ขอบคุณทุกคนจากเอนทรีที่แล้วมากค้าา ~

ปลล.นี่ชั้นจะเขียนตอนต่อไปยังไงดีเนี่ย

ปลลล.การบ้านเหรอ O_o พูดเรื่องอะไรกัน นู๋ไม่ยู้เยื่อง กิ๊ว ๆ @3@

ปลลลล.ที่พูด ๆ มาทั้งหมดมันยาวกว่าอินโทรอีกนะแก -*-